““เทศกาลโคมไฟ” เรียกแบบนี้ได้ไม่เกินจริง หากท่านได้มาเยี่ยมชมนิทรรศการ Project Approach ของเด็กชั้นอนุบาล 2/1 โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ ท่านจะพบกับบรรยากาศตื่นตาตื่นใจกับสีสันมัลติคัลเลอร์ที่ถูกจัดวางและตกแต่งอย่างตั้งใจของเด็ก ๆ จนลืมภาพห้องเรียนไปเลยทีเดียว ซึ่งผลงานที่แสดงในนิทรรศการทั้งหมดเป็นผลงานสร้างสรรค์ตามจินตนาการผสมผสานกับประสบการณ์ที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อย่างลุ่มลึกด้วยตนเองผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Project Approach บูรณาการกับการเรียนรู้แบบ STEAM เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ตกผลึกอยู่ในตัวเด็กแต่ละคน มาติดตามกันว่าเด็ก ๆ เรียนรู้กันอย่างไรจึงสามารถสะท้อนผลออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
คุณครูไก่ วิวรรณ สารกิจปรีชา ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็ก ๆ โดยจัดสรรเวลาให้ถึง 7 สัปดาห์ ที่เด็กจะได้ใช้เวลาในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งกระบวนการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ระยะ เริ่มต้นจากระยะแรก เป็นการหาหัวข้อเรื่องที่สนใจร่วมกันของเด็ก ๆ ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย โดยเด็กทุกคนได้นำเสนอเรื่องที่ตนเองสนใจอยากรู้ เช่น “เสือดาว เลโก้ โคมไฟ ว่าว หอยทาก รถบ้าน รถยนต์ไฟฟ้า ก้อนเมฆ” เป็นต้น แต่เมื่อสรุปหัวข้อร่วมกันแล้ว ได้ทั้งหมด 5 เรื่อง ได้แก่ วัด หุ่นยนต์ โคมไฟ รถบ้าน ว่าว และคุณครูให้เด็ก ๆ ได้ลงคะแนนเลือกเรื่องที่สนใจมากที่สุดคนละ 1 เรื่อง ผลสรุป คือ เรื่อง “โคมไฟ” ได้คะแนนมากที่สุด 6 คะแนน จึงตกลงร่วมกันว่าในปีนี้เด็ก ๆ จะเรียนรู้เรื่อง “โคมไฟ”
หลังจากได้หัวข้อเรื่องแล้ว เด็ก ๆ ได้เล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเกี่ยวกับโคมไฟ เช่น “เคยเห็นโคมไฟตอนที่เขาลอยกระทง บ้านหนูก็มีโคมไฟห้อยอยู่บนเพดานสีขาว” “ที่บ้านหนูมีโคมไฟเป็นกลม ๆ สีขาว มันตั้งบนโต๊ะ ใช้เปิดตอนที่หนูรีวิวของที่เป็นกับข้าว มีปุ่มให้เปิด-ปิด ปรับแสงให้สว่างน้อย สว่างมากก็ได้” และยังได้สร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การวาด การปั้น การระบายสี การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ เป็นต้น เด็ก ๆ ออกความคิดเห็นกันถึงสิ่งที่อยากรู้เกี่ยวกับโคมไฟ สรุปเป็น Web สิ่งที่เด็กอยากรู้ได้ 6 ประเด็นหลัก คือ 1. โคมไฟคืออะไร มาจากไหนและใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น 2. ส่วนประกอบและประเภทของโคมไฟ 3. ทำมาจากวัสดุอะไรบ้าง 4. โคมไฟทำงานอย่างไร 5. มีขายที่ไหนบ้างและราคาเท่าไหร่ 6. มีประโยชน์และโทษอย่างไร พร้อมทั้งช่วยกันเสนอวิธีการสืบค้นหาข้อมูล เช่น “จะไปถามปู่กับย่า และหาจาก Ai” “สืบค้นจากโทรศัพท์ใช้แชทจีพีทีค้นหาได้” “ไปถามคนขายโคมไฟ คนทำโคมไฟ” เป็นต้น
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 6 เด็ก ๆ ได้สืบค้นข้อมูลด้วยวิธีการและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย เริ่มจากประเด็นคำถามแรก โคมไฟคืออะไร มาจากไหนและใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น โดยเด็ก ๆ ได้ลองตั้งสมมติฐานว่าโคมไฟคืออะไร เช่น “โคมไฟคือสิ่งที่มีแสงสว่าง” “โคมไฟคือสิ่งที่ใช้ไฟฟ้า” แล้วจึงได้ออกสำรวจโคมไฟกันภายในโรงเรียน และนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่าได้เห็นอะไรบ้าง เช่น “ที่ห้องเรียนบัลเล่ต์มีโคมไฟ 2 ดวงที่เหมือนกัน ติดอยู่ที่ผนังใกล้ประตู” “หนูเห็นโคมไฟในห้องพยาบาล มันแตกต่างกัน แต่มันสว่างเหมือนกัน” และได้ลองสังเกตและสัมผัสโคมไฟและหลอดไฟหลากหลายชนิดที่คุณครูจัดหามาให้ และเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เช่น “โคมไฟที่เป็นแก้วมันขรุขระเหมือนกับกลีบดอกไม้ ด้านข้างมีปีกออกมา ตรงกลางมีหลอดไฟสีใส” “หลอดไฟมีเหมือนกัน 3 อัน และไม่เหมือนกัน 3 อัน หลอดไฟที่เป็นแท่งยาวกว่าหลอดไฟที่เป็นลูก หลอดไฟแท่งมีเส้นเอาไว้ต่อกับแบตเตอรี่” เป็นต้น
และได้ค้นหาในพจนานุกรม เพิ่มเติมและสรุปร่วมกันได้ว่า “โคมไฟ คือ เครื่องตามไฟ หรือเครื่องให้แสงสว่าง ที่มีเครื่องบังลม หรือบังคับแสงไฟ ใช้สำหรับตั้ง หิ้วหรือแขวน” อีกทั้งได้ค้นหาใน YouTube ได้ข้อมูลเกี่ยวกับโคมไฟตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน เด็ก ๆ ได้สืบค้นต่อในประเด็นคำถามถัดมา คือ ส่วนประกอบและประเภทของโคมไฟ โดยการสังเกตจากภาพและสำรวจโคมไฟหลากหลายรูปแบบ แล้วนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังได้ เช่น “หลอดไฟมีไส้หลอด LED ข้างในมีสารเคมี” “หัวโคมมี 2 อัน มีสีดำมันรูปทรงไม่เหมือนกันแต่เป็นไม้เหมือนกัน” และแบ่งกลุ่มกันถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาเป็นภาพวาด พร้อมทั้งเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง หลังจากนั้นไปค้นหาต่อใน YouTube จนสรุปข้อมูลร่วมกันได้ว่า โคมไฟประกอบด้วย ฐาน ก้านหรือแขน หัวโคม หลอดไฟ สวิตช์ สายไฟและปลั๊ก ตัวสะท้อนแสง และบางตัวอาจมีแผงโซลาร์เซลล์ หลังจากนั้นเด็ก ๆ สังเกต สำรวจ และสรุปผลร่วมกันได้ว่า โคมไฟทำมาจากวัสดุอะไรบ้าง เช่น “แก้วเอามาทำเป็นโคมไฟ เอามาทำเป็นตัวโคมที่อยู่ข้างบนได้” “ใช้พลาสติกมาทำโคมไฟได้ เอามาทำสวิตช์และทำฐานโคมไฟได้” เป็นต้น
และยังได้นำโคมไฟ มาจากบ้านหลากหลายชนิดและรูปแบบ เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้สำรวจร่วมกัน เช่น “โคมไฟอันนี้ทำขึ้นเองจากขวดโค้ก เป็นสีแดง เราต้องตัดเป็นเส้นรอบ ๆ แล้วทำที่ถือเป็นไม้ ข้างในมีเทียนจริง แต่ยังไม่ได้จุด แต่ใช้เทียนที่มีแบตเตอรี่ใส่ได้ พอเปิดจะเห็นแสงออกมา” เป็นต้น อีกทั้งคุณครูเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายนอก โดยนำเด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาร้านโคมไฟเต๊กฮวด และร้านขายโคมไฟ บริษัท เบลลีแทส (ประเทศไทย) จำกัด ได้สังเกต สำรวจ สัมผัส และพูดคุยสอบถามกับเจ้าของร้านด้วยความสนใจ และกลับมาเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อน ๆ เช่น “เห็นโคมไฟใหญ่ที่ร้าน มีโคมไฟข้างบนเป็นแบบแขวน แบบตั้ง แบบติดผนัง มีหลายรูปแบบ มาจากประเทศเยอรมัน อิตาลี โคมไฟมันมีแบบเป็นพวงทำด้วยคริสตัล ที่ชั้นบนมีโคมไฟแบบติดผนังที่เป็นโลหะ เป็นแก้ว เป็นกระเบื้องด้วย” “ไปเห็นโคมไฟเยอะเลย เจอโคมไฟที่ห้อยอยู่ข้างบนมันอันใหญ่ โครงมันทำมาจากเหล็กและมีคริสตัลห้อยตกแต่ง คริสตัลเป็นใส ๆ มีโคมไฟที่เป็นเหมือนตะกร้ากับโคมไฟที่แขวน ที่ตั้งบนโต๊ะ มันเปิดปิดไฟได้” เป็นต้น
ซึ่งทำให้เด็ก ๆ ได้คำตอบในเรื่องที่ขายโคมไฟและราคาด้วย ในประเด็นคำถามถัดมา คือ โคมไฟทำงานอย่างไร? เด็ก ๆ ได้สำรวจโคมไฟ ดู YouTube และได้ทดลองการทำงานของโคมไฟชนิดต่าง ๆ แล้วมาสรุปร่วมกันได้ เช่น “โคมไฟทำงานได้ต้องเสียปลั๊กที่อยู่ในบ้าน ส่วนโคมไฟที่ถนนไม่ต้องเสียบปลั๊กเพราะเป็นโคมไฟที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์” “โคมไฟสว่างได้เพราะข้างในมีเครื่องเรืองแสง ทำให้มันสะท้อนแสงออก” “โคมไฟมันใช้ไฟฟ้าในการทำงาน ต้องเสียบปลั๊กและกดสวิตช์ มีหลายแบบ โคมไฟสีทองเป็นแบบสัมผัส แต่ต้องชาร์ตไฟ มีไฟออกมาหลายสีได้” เป็นต้น เมื่อเด็ก ๆ ได้รู้จักชนิดและส่วนประกอบของโคมไฟหลากหลายรูปแบบ จึงแบ่งกลุ่มช่วยกันออกแบบและประดิษฐ์โคมไฟตามจินตนาการของแต่ละกลุ่ม เช่น บางกลุ่มเลือกประดิษฐ์โคมไฟแบบแขวนเพดาน บางกลุ่มเลือกประดิษฐ์โคมไฟเปเปอร์มาเช่ ซึ่งเด็ก ๆ สามารถเล่าขั้นตอนการประดิษฐ์ได้ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การประกอบ และการใช้งาน
และเด็ก ๆ ยังได้รับประสบการณ์จากคุณสมชาย เนาวรัตน์กูล ซึ่งเป็นผู้ชำนาญเกี่ยวกับไฟฟ้า ได้ช่วยอธิบายการทำงานของโคมไฟและสาธิตการเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นจากอุปกรณ์จำลองให้เด็ก ๆ ฟัง และให้ออกมาทดลองต่อทีละคน โดยมีการดูแลอย่างใกล้ชิด จนเด็ก ๆ เข้าใจและเล่าประสบการณ์ให้ฟังได้ เช่น “ได้ต่อสายไฟให้ไฟมันติดที่หลอด แต่ต้องเอาสายไฟใส่ที่น็อตสีดำต่อสีดำ สีแดงต่อสีแดง และได้รู้ขั้วบวกกับขั้วลบ คุณลุงบอกว่าห้ามเอาขั้วบวกต่อขั้วลบเพราะจะเกิดไฟช็อตได้” “หนูทดลองต่อสายของโคมไฟ และได้ดูหลอดไฟโซลาร์เซลล์มันเก็บพลังไว้ในแบตเตอรี่ มันเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วคุณลุงก็สอนขั้วบวกขั้วลบด้วย”
และในประเด็นคำถามสุดท้าย โคมไฟมีประโยชน์และโทษอย่างไร ? เด็ก ๆ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เช่น “โคมไฟให้ความปลอดภัยกับเรา เวลาเดินถนนมืดจะมีโจร ถ้ามีไฟเราจะมองเห็นทางและปลอดภัยจากโจร” “โคมไฟเอาไว้เปิดตอนนอนหลับ ก่อนนอนก็เปิดไว้อ่านหนังสือ” “เวลาตอนที่เราขับรถบนถนน ถ้ามันมืดมันจะชนกับสิ่งของ แต่ถ้ามีโคมไฟที่ถนนเราจะมองเห็นทาง” “ห้ามจับปลั๊กไฟตอนที่เสียบปลั๊ก อาจจะถูกไฟช็อตตัวเรา” “เวลาล้างมือแล้วมือเปียก เราไม่ควรใช้มือที่เปียกน้ำไปจับโคมไฟเพราะมันจะช็อตหรือดูดเราได้” เป็นต้น
ตลอดระยะเวลาการเรียนรู้ เด็กได้พัฒนาทักษะผ่านกระบวนการ STEAM เริ่มจากด้านวิทยาศาสตร์ (Science) โดยการสวมบทบาทนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย ที่ได้สำรวจแหล่งกำเนิดแสงและลงมือทดลองต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย เรียนรู้เรื่องขั้วของถ่านไฟฉายและการทำงานของพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี (Technology) เช่น คอมพิวเตอร์ Google YouTube เพื่อสืบค้นหาคำตอบที่สงสัย และรู้จักเลือกใช้เครื่องมืออย่างถูกวิธีและปลอดภัย ขณะเดียวกันด้านวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) ยังช่วยฝึกฝนความคิดให้เป็นระบบผ่านการออกแบบโครงสร้างและการเลือกวัสดุที่หลากหลายมาสร้างสรรค์โคมไฟให้มีความสมดุล สวยงาม และใช้งานได้จริง ผสานเข้ากับงานศิลปะ (Arts) ที่เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้สะท้อนจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านวิธีการที่หลากหลาย เช่น การวาดภาพ การปั้นเปเปอร์มาเช่ การประดับตกแต่งด้วยลูกปัดหรือคริสตัล อีกทั้งยังได้เรียนรู้ด้านภาษาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และนอกจากนี้ยังได้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (Math) จากการฝึกนับจำนวน การใช้ไม้บรรทัดและสายวัดเพื่อเปรียบเทียบขนาด ความสูงและความกว้างของรูปทรง รวมถึงการเรียนรู้เรื่องราคาผ่านการเล่นบทบาทสมมติ
การเรียนรู้มาถึงในสัปดาห์สุดท้าย ซึ่งเป็นระยะสรุป เด็ก ๆ ได้พูดคุยทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดระยะเวลา 7 สัปดาห์ สามารถช่วยกันสรุปคำตอบของประเด็นคำถามต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน และได้ช่วยกันจัดเตรียมงานนิทรรศการแสดงผลงาน ตั้งแต่การออกแบบ จัดทำซุ้มโคมไฟ จำลองโคมไฟดวงใหญ่ จัดวางและตกแต่งด้วยผลงานสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ อย่างสวยงาม พร้อมทั้งจัดทำของที่ระลึกไว้สำหรับมอบให้คุณพ่อคุณแม่ และผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมนิทรรศการ หากท่านได้แวะเข้ามาชม นอกจากความสวยงาม สว่างสดใสของโคมไฟแล้ว ยังจะได้เห็นแสงแห่งปัญญาของเด็ก ๆ ซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาและสัมผัสได้ด้วยใจ
โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่
3810 ถนนพระราม 4 , แขวงคลองตัน เขตคลองเตย, กรุงเทพ, 10110
โทรศัพท์: (0) 2 249-0081-3เยี่ยมชมเว็บไซต์
เว็บไซต์