“ความอยากรู้อยากเห็น เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งช่วยให้เกิดการเรียนรู้ สังเกต สำรวจ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ช่วยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและเพิ่มความฉลาดทางปัญญา เมื่อเด็กเกิดความสนใจและอยากรู้ในบางสิ่งบางอย่าง การตอบสนองความสนใจเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งว่าเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้อย่างไร คุณครูไก่ วิวรรณ สารกิจปรีชา ครูใหญ่ของโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ มีความเชื่อว่า ‘เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อเด็ก Active สนใจและพอใจ รู้สึกสนุกสนาน เมื่อเด็ก ๆ ได้ทำหรือเรียนรู้สิ่งที่มีความหมายกับตัวเด็กเองด้วยตนเอง เด็กจะประสบกับความปิติยินดีในการเรียนรู้และรู้สึกประสบความสำเร็จ และเด็กเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ลงมือทำกิจกรรมและได้รับประสบการณ์ตรง’ จึงได้นำกระบวนการเรียนรู้แบบ Project Approach มาให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้บูรณาการร่วมกับ STEAM โดยมีคุณครูประจำชั้นคอยดูแลและสนับสนุนการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้อย่างปลอดภัย และเกิดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองติดตัวไปจนเติบโต
ซึ่งส่วนใหญ่เด็ก ๆ จะสนใจเรื่องรถ เช่น รถแข่ง รถตำรวจ รถพยาบาล รถแท็กซี่ รถดั้ม รถดับเพลิง รถแบคโฮ รถขยะ และมีเรื่องอื่น ๆ เช่น หมี สตรอว์เบอร์รี โดยคุณครูให้เด็กได้เรียนรู้แนวทางประชาธิปไตยผ่านการลงคะแนนเลือกเรื่องที่สนใจ หลังจากเด็กทุกคนได้เลือกแล้วสรุปผลปรากฏว่าเรื่อง “รถตำรวจ” มีเด็กสนใจเลือกมากที่สุดถึง 7 คะแนน จึงตกลงร่วมกันว่าเด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ “รถตำรวจ” ในกิจกรรม Project Approach ซึ่งจะใช้เวลาเรียนรู้อย่างลุ่มลึกถึง 7 สัปดาห์
ในสัปดาห์แรก เป็นระยะเริ่มต้นของการเรียนรู้ หลังจากได้หัวข้อเรื่องที่สนใจแล้ว เด็ก ๆ ได้ผลัดกันเล่าประสบการณ์เดิมของแต่ละคนเกี่ยวกับรถตำรวจ เช่น “รถตำรวจสีแดงมีไฟข้างบน” “รถตำรวจมีไซเรน มีเสียง ตำรวจขับรถไปจับผู้ร้าย” เป็นต้น หลังจากนั้นจึงได้ช่วยกันตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยากรู้เกี่ยวกับรถตำรวจ สรุปร่วมกันได้ 5 คำถามหลัก ได้แก่ รถตำรวจคืออะไร มีกี่แบบและใครขับรถตำรวจ ส่วนประกอบ รถตำรวจมีไว้ทำอะไร และเรียกรถตำรวจได้อย่างไร พร้อมทั้งช่วยกันเสนอวิธีค้นหาคำตอบ เช่น “หาในคอมพิวเตอร์” “ไปถามตำรวจ” เป็นต้น
กระบวนการสืบค้น เพื่อหาคำตอบในประเด็นคำถามต่าง ๆ เป็นระยะที่ 2 ของการเรียนรู้ เริ่มจากประเด็นแรกที่เด็ก ๆ ช่วยกันหาความหมายของรถตำรวจ ถึงแม้เด็ก ๆ จะยังอ่านไม่ได้ แต่คุณครูสอนให้เด็กฝึกสังเกตพยัญชนะของคำว่า “รถตำรวจ” แล้วจึงไปสืบค้นตามวิธีที่เด็ก ๆ เสนอ เช่น ค้นหาจากพจนานุกรม โดยเปิดคำตามลำดับพยัญชนะ และพิมพ์ค้นหาใน Google เป็นต้น
และคุณครูอ่านข้อค้นพบให้เด็ก ๆ ฟัง พร้อมทั้งเพิ่มเติมความน่าสนใจด้วยนิทาน เรื่อง “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” แล้วจึงสรุปความหมายร่วมกันได้ว่า “รถที่ตำรวจใช้ปฏิบัติหน้าที่เช่น ลาดตระเวน ขนส่งเจ้าหน้าที่และผู้ต้องสงสัย รถตำรวจจะมีลักษณะพิเศษ เช่น มีไฟฉุกเฉิน (สีแดง/น้ำเงิน) และไซเรน รวมถึงมีอุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับการทำงาน” ในประเด็นคำถามถัดมา มีกี่แบบและใครขับรถตำรวจ เด็ก ๆ เริ่มหาคำตอบจากการสังเกตจากภาพและรถตำรวจจำลอง แล้วเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังถึงสิ่งที่เห็น เช่น “รถตำรวจมีไซเรนอยู่ข้างบนสีแดง มีล้อ 4 ล้อ ล้อหมุนได้ มีตัว POLICE อยู่ข้างรถ มีประตู” เมื่อฟังประสบการณ์ของทุกคนแล้ว คุณครูเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้ด้วยวิธีที่หลากหลาย เช่น การวาดภาพ การพิมพ์ภาพ การปั้น การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ เป็นต้น
เด็ก ๆ มีคำถามเพิ่มเติมว่า “รถตำรวจทำไมมีเสียงวี้หวอแบบไหนต่างจากรถพยาบาลอย่างไร” โดยช่วยกันสังเกตและเปรียบเทียบจากภาพ รถจำลอง และเสียงสัญญาณไฟ แล้วนำมาพูดคุยเล่าให้เพื่อนฟัง เช่น “รถตำรวจไฟหน้ารถไม่เหมือนรถพยาบาล มีล้อ 4 ล้อเหมือนกัน รถพยาบาลมีตัวเลข รถตำรวจมีตัวเลข รถตำรวจมีหน้าที่ไปจับผู้ร้าย รถพยาบาลมีหน้าที่รับส่งคนไข้” “เสียงรถพยาบาลดังวี้หว่อ ๆ รถตำรวจดังหวอ ๆ ๆ” เป็นต้น และได้ดูสื่อจากคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม จนเด็ก ๆ เข้าใจและช่วยกันสรุปได้ เช่น “ไฟสีแดงบนหลังคารถตำรวจเรียกว่าไซเรน เอาไว้เปิดให้คันอื่นหลบทาง” แต่ความสงสัยยังไม่สิ้นสุด เด็ก ๆ อยากรู้ว่า “รถตำรวจมีถังดับเพลิงไหม” จึงได้ลองคาดคะเนตามประสบการณ์ เช่น “รถตำรวจไม่มีถังดับเพลิง เพราะรถตำรวจไว้จับผู้ร้ายไม่ใช่นักดับเพลิง” “รถตำรวจต้องมีถังดับเพลิงเอาไว้ดับไฟ” เป็นต้น
และคำถาม “รถตำรวจมีสีอะไรบ้าง” เด็ก ๆ ได้ช่วยกันสังเกตและสำรวจรูปภาพและรถจำลอง ซึ่งคุณครูจัดหาให้หลากหลายชนิด เช่น รถจักรยานยนต์ รถกระบะ รถพยาบาลตำรวจ รถควบคุมผู้ต้องหา รถหน่วยเก็บกู้ระเบิด รถเคลื่อนย้ายยานพาหนะที่กีดขวางการจราจร เป็นต้น และช่วยกันสรุปได้ว่ารถตำรวจมีหลายสี เช่น สีบรอนซ์เงิน สีแดงเลือดหมู สีดำ สีขาว เป็นต้น ส่วนประกอบของรถอีกชิ้นที่สำคัญ คือ แผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเด็ก ๆ ได้สังเกตเห็นความแตกต่างของแผ่นป้ายทะเบียนรถตำรวจกับรถยนต์ธรรมดา เช่น “ป้ายรถปาป๊ามีสีขาว ตัวเลขสีดำ รถตำรวจป้ายสีแดง มีตัวเลขสีขาว มีตราตำรวจ ไม่เหมือนกัน” “รถ Daddy สีขาว ตัวเลขสีดำ Police car สีแดงตัวเลขสีขาว” ซึ่งหลังจากได้เรียนรู้ส่วนประกอบของรถตำรวจแล้ว เด็ก ๆ ได้แบ่งกลุ่ม ช่วยกันจำลองรถจักรยานยนต์ตำรวจ เด็ก ๆ สามารถบอกเล่าความคิดและขั้นตอนการประดิษฐ์ได้ เช่น “เอากล่องกระดาษมาทำที่นั่งมอเตอร์ไซค์” “ใช้ถาดวงกลมมาทำเป็นล้อรถ” เป็นต้น
และเพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับประสบการณ์ตรง ทางโรงเรียนได้เชิญวิทยากร พันตำรวจโทอรรถพล เกิดคง และข้าราชการตำรวจ จากกองบังคับการปราบปราม และข้าราชการตำรวจงานรถวิทยุสายตรวจและรักษาการณ์กองกำกับการสนับสนุน กองบังคับการปราบปราม ซึ่งมาพร้อมรถปฏิบัติงานจำนวน 3 คัน มาให้เด็ก ๆ ได้ซักถามสิ่งที่สงสัย เช่น “คนอื่นขับรถตำรวจได้ไหม” “รถตำรวจมีถังดับเพลิงไหม” “เบอร์เรียกรถตำรวจเบอร์อะไร” ซึ่งพี่ ๆ ตำรวจให้ความกระจ่างกับเด็ก ๆ และให้เด็ก ๆ ได้ลองขึ้นสำรวจรถตำรวจ ลองใช้อุปกรณ์ เปิดไซเรน และนำมาเล่าแลกเปลี่ยนกัน เช่น “ในรถมีจอทีวี มีที่ขับรถ มีวิทยุสื่อสาร ได้พูดใส่วิทยุ มีไฟไซเรนสีแดงบนหลังคา มีที่นั่งคนขับ โทรเรียกตำรวจ เบอร์ 191” หลังจากนั้นจึงมาช่วยกันสรุปคำตอบที่ถามพี่ ๆ ตำรวจได้ว่า “คนที่มีหน้าที่ขับรถตำรวจได้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นคนอื่นไม่สามารถขับได้ถือว่าผิดกฎหมาย รถตำรวจอาจมีหรืออาจไม่มีถังดับเพลิงขึ้นอยู่กับประเภทของรถและอุปกรณ์ที่ติดตั้งมา และเบอร์โทรแจ้งตำรวจ คือ 191 สำหรับเหตุด่วนเหตุร้ายทั่วไป และมีเบอร์โทรเฉพาะสำหรับสถานการณ์อื่น ๆ เช่น กองปราบปราม คือ 1192”
ซึ่งทำให้เด็ก ๆ เข้าใจส่วนประกอบของรถตำรวจได้ดียิ่งขึ้น เมื่อช่วยกันสรุปจึงได้คำตอบว่า มีส่วนประกอบภายนอก เช่น “มีไซเรนอยู่บนหลังคาสีแดงกับสีน้ำเงินมีกระจก 2 ข้างเอาไว้มองข้าง มีที่ปัดน้ำฝนเวลาฝนตกเปิดปัดน้ำฝนเพราะมองไม่เห็นทาง หน้ารถมีไฟหน้า 2 ดวงไว้ส่องตอนกลางคืน ไฟท้ายเวลาหยุดแล้วไฟจะเป็นสีแดง มีตัวอักษร Police มีประตูมีที่เหยียบขึ้นรถ ข้างหลังรถมีป้ายทะเบียนมีตราตำรวจตรงข้างรถ” และมีส่วนประกอบภายใน เช่น “มีที่ขับรถ มีจอเอาไว้ดูข้อมูล มีสายไฟ มีวิทยุเบาะข้างหลังมีที่นั่ง มีกระเป๋า มีไฟฉาย มีกุญแจรถ มีกุญมือ” เป็นต้น ในประเด็นคำถามสุดท้าย รถตำรวจมีไว้ทำอะไร เด็ก ๆ ได้ช่วยกันค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและสรุปข้อมูลร่วมกันได้ เช่น “พาคนหลงทางไปส่งที่บ้าน” “พาคนทำผิดไปส่งสถานีตำรวจ ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปช่วยรถติด” “นำขบวนรถ จับคนทำผิดไปส่งที่สถานีตำรวจ” เป็นต้น
ในสัปดาห์ที่ ๗ เป็นสุดท้ายของกระบวนการเรียนรู้ เป็นระยะสรุป ที่เด็ก ๆ ได้ช่วยกันสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับรถตำรวจ โดยการพูดคุยกัน เช่น “รถตำรวจคือรถที่ตำรวจใช้ไปจับผู้ร้าย ไปรับคนบาดเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาล รถตำรวจไปตรวจตามบ้านเพื่อไปดูแลไม่ให้โจรเข้าบ้าน โทรเรียกตำรวจเบอร์ 191” “รถตำรวจมีสีแดง สีขาว สีดำ รถตำรวจมี 4 ล้อ มีประตู มีตราตำรวจ มีวิทยุสื่อสาร มีจออยู่ในรถ” “รถตำรวจ ตำรวจเป็นคนขับ คนอื่นขับไม่ได้เพราะไม่ใช่ตำรวจ รถตำรวจมีหลายแบบ มีรถพยาบาลตำรวจ รถมอเตอร์ไซค์ มีรถกระบะ มีรถคุมขัง มีป้ายทะเบียนตรงท้ายรถ” ซึ่งครบถ้วนทุกประเด็นคำถามที่ตั้งไว้
และในช่วงสุดท้ายของกิจกรรม เด็ก ๆ ได้ช่วยกันคิดวางแผนการจัดนิทรรศการร่วมกับคุณครูว่าจะจัดวางผลงานต่าง ๆ ไว้อย่างไร ช่วยกันประดิษฐ์รถตำรวจคันใหญ่ที่มีรายละเอียดครบถ้วนและของที่ระลึกสำหรับให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยความตั้งใจ โดยตลอดระยะเวลาของกิจกรรมเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ จากการตั้งสมมติฐาน สำรวจ สังเกต ทดลอง และสรุปความคิดร่วมกัน ได้เรียนรู้ด้านเทคโนโลยี จากการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และการเชื่อมต่อวัสดุต่าง ๆ ได้เรียนรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากการคิด วางแผน เลือกวัสดุ การต่อเติมและประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ได้เรียนรู้ด้านศิลปกรรมศาสตร์ จากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะตามจินตนาการหลากหลายรูปแบบ
เรียนรู้เกี่ยวกับตัวอักษร พยัญชนะทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การฟัง การอ่าน และการแต่งนิทาน การพูดหรือแสดงท่าทางสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ รวมทั้งสุนทรียภาพจากเสียงเพลงและดนตรี และได้เรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ จากการนับ การเปรียบเทียบ การจำแนก ซึ่งช่วยให้เด็กเกิดทักษะแห่งอนาคต คือ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรม ความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน ที่ทุกท่านจะสัมผัสได้จากเด็กชั้นเตรียมอนุบาล จากโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่
โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่
3810 ถนนพระราม 4 , แขวงคลองตัน เขตคลองเตย, กรุงเทพ, 10110
โทรศัพท์: (0) 2 249-0081-3เยี่ยมชมเว็บไซต์
เว็บไซต์